ถ้า Facebook Profile ของคุณมีเรื่องราวที่ยาวนาน ทั้งความทรงจำต่างๆ อีกทั้งเพจของธุรกิจจำนวนมากที่ต้องดูแล ทั้ง Facebook โดนแฮกไป ทั้งชีวิตของคุณจะไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ทั้ง Facebook Page ที่เป็นผู้ดูแลแบบ “สิทธิ์เข้าถึงเต็มรูปแบบ” บอกได้เลยว่าถ้าบัญชีคุณโดนแฮก ทั้งเพจและเฟซบุ๊คคุณไปหมดแน่นอนครับ
ทีนี้เรามาตั้งค่าความปลอดภัยขั้นสูงสุดและมาสั่งเกตุกลวิธีที่พวกแฮกเกอร์หลอกให้เรากอรกข้อมูลส่วนตัวเพื่อเอาทุกอย่างของเราไปอย่างง่ายดายกันครับ

1. ตั้งรหัสผ่านของ Facebook ให้แข็งแรง
รหัส Facebook ส่วนตัวของเราควรที่ตั้งให้ปลอดภัย แข็งแรง และเป็นรหัสที่ไม่ได้ใช้กับบัญชีอื่นๆของเรา เพื่อป้องกันว่าหากได้ facebook ของเราไปแล้วจะเข้าบริการอื่นๆของเราไม่ได้ เช่น เมื่อได้ Facebook ของเราไปแล้ว แฮกเกอร์จะรู้บัญชีอีเมลที่ใช้กับ Facebook เมื่อรหัสเฟซกับอีเมลเป็นรหัสเดียวกัน จะเข้าอีเมลจะเห็นบริการต่างๆของเราในอีเมลทั้งหมด หากทุกบริการของเราใช้รหัสเดียวกันอีเมลเดียวกัน ทีนี้ไม่ต้องบรรยายเลยว่าจะบรรลัยแค่ไหน
- ตั้งรหัส Facebook ให้เป็นแบบ Stand alone รหัสที่ไม่ได้ใช้กับบริการอื่นๆเลย เพื่อป้องกันการแฮกต่อเนื่องบัญชีอื่นๆ เข้าอีเมลเราได้
- ตั้งรหัส Facebook ให้ยาว ซับซ้อน อ่านไม่ออก ควรยาว 8-13 หลัก ตัวครบทุกรูปแบบ เช่น AAaa!@#$%^&*()_+1234567890
- เก็บรหัสอ่านไว้กับตัวแค่ที่เดียว เช่น Note ในมือถือ จดแค่รหัสไม่ต้องบอกว่ารหัสของอะไร ใช้ชื่อคน สิ่งของ สัตว์ แทนการบอกว่ารหัสของ Facebook เช่น แฟนเก่า=!@#$%hagdTCFKCE8645

2. เปิดใช้งาน “รหัสผ่านและการรักษาความปลอดภัย”
บัญชี Facebook มีระบบ “รหัสผ่านและการรักษาความปลอดภัย” ให้เปิดใช้งานให้ครบและจำให้ได้
- เปิดใช้งาน “การยืนยันตัวตนแบบสองชั้นเปิดอยู่”
- แอพยืนยันตัวตน เช่น Google Authenticator
- SMS หรือ WhatsApp
- คีย์ความปลอดภัย
- สร้างพาสคีย์
- หากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ โดยใช้ลายนิ้วมือ การสแกนใบหน้า หรือการล็อกหน้าจอ ให้เปิดใช้งานกับ Facebook ด้วย
- ตรวจสอบว่าข้อมูลส่วนตัวบน Facebook เป็นข้อมูลล่าสุดและเข้าถึงได้อยู่เสมอ
- อีเมลที่ผูกกับ Facebook เราเข้าอีเมลนั้นได้ปกติ หากเปลี่ยนอีเมลต้องเปลี่ยนในเฟซทุกครั้ง
- เบอร์โทรศัพท์ ต้องเป็นเบอร์ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
- ให้ Login Facebook แค่เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของเราเท่านั้น ห้ามใช้เครื่องสาธารณะ

3. เปลี่ยนรหัสปีละครั้ง
ชีวิตปกติเราอาจจะไม่ได้โดนแฮกบัญชี Facebook หากผ่านปีนี้ไปได้ดี ให้เราหัดเปลี่ยนรหัส Facebook ปีละ 1 ครั้ง แม้รหัสที่ใช้อยู่ในปีที่แล้วจะไม่ได้โดนแฮกก็ตาม วิธีนี้จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
- ดีที่สุด คือ เปลี่ยนรหัสผ่านทุกเดือน หรือ ทุก 3 เดือนก็ยังดี
- อย่าใช้รหัสซ้ำซ้อน หรือเปลี่ยนแค่ปี พศ แค่ตัวเลข
- ควรใช้ระบบสร้างรหัสผ่านอัตโนมัติ แล้วจดไว้
- รหัสควรมีความยาว 8 ตัวขึ้นไป ดีที่สุดคือ ยาว 13 ตัวขึ้นไปยิ่งดี
- ไม่เอาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรามาตั้งรหัส ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้สร้างคำที่อ่านแล้วเป็นสิ่งนั้น เช่น Fan ก็เป็น F@n, Fan, Ean, Fqn, llwn

4. ซื้อ meta Verified
การจ่ายเงินซื้อ meta Verified แต่ละเดือน ช่วยให้เราสามารถป้องกันการแอบอ้างบัญชี Facebook ของเราได้ เพราะ Meta จะคอยตรวจสอบว่ามีข้อมูลบัญชีของเราอื่นๆหรือไม่ ถ้ามีใครเอารูป ชื่อ เราไปใช้สร้างบัญชี facebook ทาง Meta จะแจ้งให้บัญชีนั้น Verified ตัวเองด้วยการส่งรูป เอกสารยืนยันตัวตน หากเขาไม่สามารถยืนยันตัวตนได้บัญชีเขาก็จะโดนปิดใช้งานเข้าถึงไม่ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลดีกับเราที่มี meta Verified และเรายังสามารถติดต่อกับ Meta Support ได้โดยตรงด้วยการโทร แชท ทำให้ขอความช่วยเหลือต่างๆได้ง่ายขึ้น
- ได้ครับ สรุป ข้อดีของการซื้อ Meta Verified แบบเป็นข้อ ๆ ไม่มีข้อย่อย:
- ได้เครื่องหมายถูกสีฟ้า เพิ่มความน่าเชื่อถือให้โปรไฟล์
- ช่วยให้คนมั่นใจว่าเป็นบัญชีจริง ไม่ใช่บัญชีปลอม
- ลดโอกาสโดนแอบอ้างชื่อ รูป หรือแบรนด์
- มีระบบช่วยป้องกันบัญชีปลอมที่พยายามเลียนแบบคุณ
- ติดต่อซัพพอร์ตของ Meta ได้ง่ายขึ้นกว่าบัญชีทั่วไป
- เหมาะกับคนทำธุรกิจ เพราะช่วยให้ร้านดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
- เหมาะกับครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลสาธารณะ
- ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ
- ลูกค้าหรือผู้ติดตามตัดสินใจทัก ซื้อ หรือร่วมงานได้ง่ายขึ้น
- ช่วยแยกตัวจริงออกจากบัญชีแฟนเพจปลอม หรือบัญชีลอกเลียนแบบ
- อาจช่วยให้บัญชีดูเด่นขึ้นเมื่อคนเห็นในคอมเมนต์ ข้อความ หรือหน้าโปรไฟล์
- เพิ่มความมั่นใจเวลาทำโฆษณา ขายของ หรือสร้างแบรนด์ส่วนตัว
- เหมาะกับบัญชีที่มีความเสี่ยงโดนปลอม เช่น ร้านค้า แบรนด์ คนดัง หรือผู้เชี่ยวชาญ
- ทำให้โปรไฟล์ดูจริงจังมากกว่าบัญชีทั่วไป
- เป็นสัญญาณความน่าเชื่อถือแบบเร็ว ๆ สำหรับคนที่เพิ่งเห็นบัญชีครั้งแรก

5. เปิดใช้งาน Google Authenticator
เราควรที่จะผูกบัญชี Facebook ไว้กับ Google Authenticator เพื่อใช้ 2-Step Verification (2FA) หากมีการเข้าสู่ระบบบัญชี Facebook จะต้องใช้รหัสในแอพ Google Authenticator ทุกครั้ง ทำให้เรารู้ทันทีว่ามีการ Login ณ ขณะนั้นอยู่ ไม่อย่างนั้นเวลาเราโดนแฮกจะไม่รู้ตัวว่ากำลังโดนแฮกอยู่
- เปิดใช้งาน Google Authenticator
- เปิด 2-Step Verification (2FA)
ข้อดีของการเปิดใช้งาน Google Authenticator
- เพิ่มความปลอดภัยให้บัญชีมากขึ้น
ต่อให้คนอื่นรู้รหัสผ่าน ก็ยังเข้าไม่ได้ง่าย ๆ เพราะต้องมีรหัสยืนยันจากแอปด้วย - ลดความเสี่ยงจากการโดนแฮก
ช่วยป้องกันกรณีรหัสผ่านรั่ว โดนเดา หรือโดนหลอกให้กรอกรหัส - ปลอดภัยกว่า SMS OTP ในหลายกรณี
เพราะไม่ต้องพึ่งเบอร์โทรศัพท์ จึงลดความเสี่ยงจากการโดนสวมซิม หรือดัก SMS - ใช้งานได้แม้ไม่มีสัญญาณมือถือ
รหัสในแอปสร้างจากตัวเครื่อง ไม่จำเป็นต้องรับ SMS หรือรอข้อความ - รองรับหลายบัญชีในแอปเดียว
ใช้กับ Google, Facebook, Instagram, Binance, Microsoft, Discord และบริการอื่น ๆ ได้หลายบัญชี - รหัสเปลี่ยนตลอดเวลา
โดยปกติรหัสจะเปลี่ยนทุกประมาณ 30 วินาที ทำให้ขโมยไปใช้ย้อนหลังได้ยาก - ช่วยป้องกันการเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์แปลกปลอม
หากมีคนพยายามล็อกอินจากเครื่องอื่น ระบบจะขอรหัสจาก Authenticator เพิ่ม - เหมาะกับบัญชีสำคัญ
เช่น อีเมลหลัก บัญชีธนาคาร คริปโต โซเชียลมีเดีย ร้านค้าออนไลน์ และบัญชีทำงาน - ใช้งานฟรี
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปิดใช้งาน - ตั้งค่าได้ค่อนข้างง่าย
ส่วนใหญ่แค่สแกน QR Code แล้วกรอกรหัส 6 หลักเพื่อยืนยัน - ช่วยลดความเสียหายหากรหัสผ่านถูกขโมย
เพราะแฮกเกอร์ยังต้องมีรหัสจากมือถือของคุณด้วย - ควบคุมความปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง
ไม่ต้องรอรับข้อความจากเครือข่ายมือถือหรืออีเมล - เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดูแลบัญชีธุรกิจ
เหมาะกับเพจ ร้านค้า แอดบัญชีโฆษณา หรือบัญชีที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลูกค้า - ใช้ร่วมกับระบบสำรองบัญชีได้
บางบริการมีรหัสสำรองหรือ backup codes เผื่อกรณีมือถือหาย - ช่วยป้องกันการถูกยึดบัญชีระยะยาว
เพราะการเข้าใช้งานใหม่ต้องผ่านการยืนยันอีกชั้น ไม่ใช่แค่รู้รหัสผ่านอย่างเดียว
สรุปสั้น ๆ: เปิด Google Authenticator แล้วบัญชีจะปลอดภัยขึ้นมาก โดยเฉพาะบัญชีสำคัญที่เกี่ยวกับเงิน งาน ธุรกิจ หรือข้อมูลส่วนตัวครับ


6. ยื่นเอกสาร “การยืนยันข้อมูลระบุตัวตน”
ในหน้าบัญชี Facebook จะมีเมนูชื่อว่า “การยืนยันข้อมูลระบุตัวตน” ที่เราสามารถส่งเอกสารการยืนยันตัวตนด้วยเอกสาร และทาง Meta Facebook จะเก็บข้อมูลของเราไว้ 1 ปีถึงจะลบทิ้ง ให้เราทำแบบนี้อยู่เสมอๆ ทุกๆเดือนมกราคม เพื่อที่เราจะได้ยื่นเอกสารไว้ปกป้องบัญชีของเราอยู่เป็นประจำนะครับ
- เป็นการป้องกันบัญชีโดนปิดถาวร แบบที่เรากู้คืนไม่ได้ ไม่สามารถยืนยันตัวตนภายหลังได้
- เมื่อเราแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จะได้ไม่ถูกตรวจสอบบ่อยๆ เพราะ facebook จะคิดว่ามีคนสร้างบัญชีปั่นกระแสทางการเมืองอยู่
- ป้องกันการลงโฆษณา Facebook ที่มีความละเอียดอ่อน

7. ตรวจสอบอุปกรณ์ที่เข้าสู่ระบบ Facebook เป็นประจำ
ต่อให้เราตั้งรหัสผ่านที่แข็งแรงและเปิดการยืนยันตัวตนแบบสองชั้นแล้ว ก็ควรตรวจสอบเป็นประจำว่าบัญชี Facebook ของเรากำลังเข้าสู่ระบบอยู่บนอุปกรณ์ใดบ้าง เพราะบางครั้งบัญชีอาจยังค้างอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเก่า คอมพิวเตอร์ของบริษัท หรืออุปกรณ์ที่เราเคยยืมใช้งาน
เข้าไปที่ ศูนย์บัญชี > รหัสผ่านและการรักษาความปลอดภัย > ตำแหน่งที่คุณเข้าสู่ระบบ จากนั้นตรวจสอบชื่ออุปกรณ์ เบราว์เซอร์ ตำแหน่งโดยประมาณ และช่วงเวลาที่มีการใช้งาน
หากพบอุปกรณ์หรือตำแหน่งที่ไม่รู้จัก ให้ดำเนินการทันที ดังนี้
- สั่งออกจากระบบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก
- เปลี่ยนรหัสผ่าน Facebook
- ตรวจสอบอีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับบัญชี
- เปิดการแจ้งเตือนเมื่อมีการเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก
- ตรวจสอบกิจกรรมล่าสุดว่ามีการโพสต์ ส่งข้อความ หรือแก้ไขข้อมูลโดยที่เราไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการหรือไม่
Facebook มีเครื่องมือ Security Checkup สำหรับตรวจสอบรหัสผ่าน การยืนยันตัวตนแบบสองชั้น และการแจ้งเตือนเมื่อมีการเข้าสู่ระบบที่ผิดปกติ จึงควรเข้าไปตรวจสอบอย่างน้อยเดือนละครั้ง

8. ห้ามกดลิงก์แปลก และต้องตรวจสอบข้อความที่อ้างว่าส่งมาจาก Meta
วิธีที่แฮกเกอร์นิยมใช้มากที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นการเจาะระบบที่ซับซ้อน แต่เป็นการหลอกให้เจ้าของบัญชีกรอกรหัสผ่านด้วยตัวเอง หรือที่เรียกว่า Phishing
ข้อความหลอกลวงมักสร้างความตกใจและเร่งให้เราตัดสินใจ เช่น
- เพจของคุณละเมิดมาตรฐานชุมชน
- บัญชีโฆษณาของคุณจะถูกระงับภายใน 24 ชั่วโมง
- มีผู้ร้องเรียนเพจของคุณ
- ต้องยืนยันตัวตนเพื่อรักษาเครื่องหมาย Verified
- มีผู้พยายามเข้าสู่ระบบ กรุณากดลิงก์เพื่อป้องกันบัญชี
- คุณได้รับสิทธิ์หรือรางวัลจาก Meta
ก่อนกดลิงก์ทุกครั้ง ให้ตรวจสอบชื่อเว็บไซต์และชื่อผู้ส่งอย่างละเอียด อย่ากรอกรหัสผ่าน รหัส OTP รหัสจาก Google Authenticator หรือรหัสกู้คืนลงในเว็บไซต์ที่ส่งมาทาง Messenger อีเมล หรือข้อความ SMS
Facebook ระบุว่าจะไม่ขอรหัสผ่านของเราผ่านทางอีเมล และจะไม่ส่งรหัสผ่านมาเป็นไฟล์แนบ หากได้รับข้อความที่ดูผิดปกติ อย่าเปิดลิงก์หรือไฟล์แนบ ให้เข้า Facebook หรือ Meta Business Suite ผ่านแอปและเว็บไซต์ที่เราเปิดเองเพื่อตรวจสอบสถานะบัญชี
จำไว้ว่า ฝ่ายสนับสนุนของ Meta ตัวจริงจะไม่ขอให้เราส่งรหัสผ่าน รหัส OTP หรือรหัสยืนยันตัวตนผ่านแชต

9. สร้างและเก็บรหัสกู้คืนบัญชี Facebook ไว้ในที่ปลอดภัย
เมื่อเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองชั้นแล้ว ควรสร้าง Recovery Codes หรือรหัสกู้คืน เตรียมไว้ด้วย เพราะหากโทรศัพท์หาย เปลี่ยนเครื่อง ซิมเสีย หรือเข้าแอป Google Authenticator ไม่ได้ เราอาจไม่สามารถเข้าสู่บัญชี Facebook ของตัวเองได้
Facebook สามารถสร้างรหัสกู้คืนแบบใช้ครั้งเดียวจำนวน 10 รหัส โดยสามารถใช้แทนรหัสจากแอปยืนยันตัวตนในกรณีฉุกเฉินได้
วิธีเก็บรหัสกู้คืนที่แนะนำ ได้แก่
- พิมพ์ใส่กระดาษและเก็บไว้ในตู้หรือลิ้นชักที่ล็อกได้
- เก็บในโปรแกรมจัดการรหัสผ่านที่เชื่อถือได้
- เก็บสำเนาไว้ในอุปกรณ์สำรองที่มีการล็อกหน้าจอ
- ไม่ส่งรหัสผ่าน Messenger, LINE หรืออีเมลให้ตัวเอง
- ไม่ถ่ายภาพแล้วปล่อยไว้ในอัลบั้มรูปที่ไม่มีการป้องกัน
- ไม่ส่งรหัสให้บุคคลอื่น แม้บุคคลนั้นจะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ Meta
รหัสกู้คืนแต่ละรหัสสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว หากใช้ไปแล้วหรือสงสัยว่ามีผู้อื่นเห็นรหัส ควรสร้างรหัสชุดใหม่ทันที

10. จำกัดสิทธิ์ผู้ดูแล Facebook Page และตรวจสอบทีมงานอยู่เสมอ
สำหรับผู้ที่ดูแล Facebook Page ของบริษัท ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดจากบัญชีของเจ้าของเพจเพียงคนเดียว เพราะบัญชีของพนักงาน เอเจนซี หรือผู้ดูแลคนอื่นก็อาจถูกแฮก และถูกนำมาใช้ยึดเพจได้เช่นกัน
ไม่ควรมอบสิทธิ์ การควบคุมเต็มรูปแบบ หรือ Full Control ให้กับทุกคน เพราะผู้ที่มีสิทธิ์ระดับนี้สามารถเพิ่มผู้ดูแลใหม่ แก้ไขสิทธิ์ หรือนำผู้ดูแลคนอื่นออกจากเพจได้ Facebook ระบุว่าผู้มีสิทธิ์ควบคุมเต็มรูปแบบสามารถเพิ่ม แก้ไข และลบสิทธิ์ของบุคคลอื่นได้
ควรจัดการสิทธิ์ของทีมงานตามหน้าที่จริง ดังนี้
- ให้สิทธิ์ Full Control เฉพาะเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารที่ไว้วางใจได้
- พนักงานโพสต์คอนเทนต์ควรได้รับเฉพาะสิทธิ์ที่จำเป็นต่อการทำงาน
- เอเจนซีควรได้รับสิทธิ์ผ่านระบบธุรกิจและไม่ควรใช้รหัสผ่านบัญชีร่วมกัน
- ผู้ดูแลเพจทุกคนต้องเปิดการยืนยันตัวตนแบบสองชั้น
- ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าถึงเพจอย่างน้อยเดือนละครั้ง
- นำสิทธิ์ของอดีตพนักงาน เอเจนซีเก่า หรือบุคคลที่ไม่ได้ทำงานแล้วออกทันที
- ไม่รับคำเชิญ Business Manager หรือสิทธิ์เข้าถึงเพจจากบุคคลที่ไม่รู้จัก
- ควรมีผู้ดูแลที่เชื่อถือได้มากกว่าหนึ่งคน เพื่อป้องกันปัญหาเมื่อบัญชีหลักเข้าใช้งานไม่ได้
Meta แนะนำให้เพิ่มเฉพาะผู้ดูแลที่รู้จักและไว้วางใจ รวมถึงตรวจสอบรายชื่อผู้ที่เข้าถึงเพจเป็นประจำ เพราะการปล่อยสิทธิ์ของอดีตทีมงานค้างไว้ถือเป็นช่องโหว่สำคัญของเพจธุรกิจ
บัญชี Facebook ส่วนตัวเปรียบเสมือนกุญแจหลักของเพจทั้งหมดที่เราดูแล ดังนั้นการป้องกันบัญชีส่วนตัวและการจัดการสิทธิ์ของทีมงานต้องทำควบคู่กัน หากบัญชีใดบัญชีหนึ่งถูกแฮก ความเสียหายอาจลุกลามไปถึงเพจ โฆษณา ข้อมูลลูกค้า และทรัพย์สินดิจิทัลทั้งหมดของธุรกิจได้



