เมื่อเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส.
Member of Parliament (MP) หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามระเบียบสภาฯ สามารถมีผู้ช่วย ส.ส. ไม่เกิน 8 คนต่อ ส.ส. การจ้างและค่าตอบแทนอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของสภาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณและการจ่ายค่าตอบแทน/เงินเดือน (ตรวจสอบรายละเอียดอัตราค่าจ้างและหลักเกณฑ์ปัจจุบันจากสภาผู้แทนราษฎร) การขึ้นทะเบียนผู้ช่วยบางประเภทอาจต้องขึ้นทะเบียนกับสภาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามระเบียบ
ผู้แทนราษฎร หรือ สส. ที่มาจากการเลือกของประชาชนนั้นไม่ใช่จิตอาสา ดังนั้นจึงมีเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน เพื่อที่ สส. จะได้เข้าไปเป็นปากเสียงของประชาชนในรัฐสภา โดยที่ สส. นั้นจะได้รับเงินเดือนตั้งแต่วันเริ่มต้นมีสมาชิกภาพ (วันที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และเราเห็นในข่าวว่า สส. แต่ละพรรคเดินทางเข้าอาคารรัฐสภาเพื่อรายงานตัวเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ) เงินที่ สส. จะได้รับ คือ
- เงินประจำตำแหน่ง เดือนละ 71,230 บาท
- เงินเพิ่ม เดือนละ 42,330 บาท
- รวมรายได้ต่อเดือน 113,560 บาท/เดือน
สส. ได้รับเงินเดือนตั้งแต่วันเลือกตั้ง
ถึงแม้ว่าชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ยังไม่เข้าสภา แต่ สส.ก็ได้รับเงินเดือนตั้งแต่วันเลือกตั้ง โดยจะได้รับเงินเป็นรายเดือนตั้งแต่วันเริ่มต้นมีสมาชิกภาพ เดือนละ 113,560 บาท หาก สส.ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยจะต้องรับเงินประจำตำแหน่งในฐานะรัฐมนตรีอย่างเดียว ไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งสส.
หน้าที่หลักของ สส.
- เป็นตัวแทนประชาชนและรับฟังให้ความเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตน
- เสนอ ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมาย และอภิปรายในสภาเพื่อตรวจสอบนโยบายรัฐบาล
- อภิปรายและลงมติในญัตติร่างกฎหมาย งบประมาณ และเรื่องสำคัญของชาติ
- ตรวจสอบการใช้อำนาจและการบริหารของรัฐบาล (ตรวจสอบถ่วงดุล)
- เสนอแนะ นโยบาย และผลักดันโครงการหรือข้อเรียกร้องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่
- ให้ความช่วยเหลือและประสานงานแก้ปัญหาให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต (งานรับเรื่องร้องทุกข์/ติดตามงานราชการ)
- สื่อสารและชี้แจงนโยบายหรือผลการทำงานกับประชาชนในเขตเลือกตั้ง
- รักษาผลประโยชน์ของชาติ ยึดมั่นในกฎหมายและจริยธรรมการปฏิบัติหน้าที่
ไม่ใช่หน้าที่ สส. แต่ชอบไปทำแทน
- เป็นคนกลางรับเงินบริจาคหรือจัดหาเงินช่วยเหลือโดยตรงให้ประชาชน (แทนที่หน่วยงานสวัสดิการ/กาชาด/องค์กรปกครองท้องถิ่นควรรับผิดชอบ)
- ลงนามอนุมัติหรือออกหนังสือรับรองให้สิทธิต่างๆ ที่เป็นอำนาจของหน่วยงานราชการเฉพาะ (เช่น อนุมัติสิทธิผู้มีรายได้น้อย, หนังสือรับรองการย้ายที่อยู่)
- จัดหาหรือแจกจ่ายถุงยังชีพ/ของบริจาคด้วยงบสนับสนุนจากตัวเองหรือผู้บริจาค แทนการรอความช่วยเหลือจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย/องค์กรท้องถิ่น
- ลงพื้นที่ดำเนินการแทนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อแก้ปัญหาบริการพื้นฐาน (ซ่อมถนน เล็กๆ, งานประปา ไฟฟ้า) โดยไม่ผ่านกระบวนการทางราชการ
- เป็นผู้ประสานและผลักดันการออกใบอนุญาตหรือการอนุมัติที่เป็นอำนาจของหน่วยงานท้องถิ่น/หน่วยงานกำกับดูแล แทนที่ประชาชนจะดำเนินตามช่องทางราชการ
- ให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลหรือเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยตัวเอง (หาเตียง จ่ายเงิน) แทนการใช้ระบบสาธารณสุข/ประกันสุขภาพ
- จัดหางานหรือแทรกแซงการรับราชการ/การบรรจุงานให้บุคคลโดยตรง แทนการใช้กระบวนการสรรหาและคัดเลือกของหน่วยงานรัฐ
- ดำเนินคดี/ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแทนศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้สถานะ ส.ส. กดดันคู่กรณีหรือเจ้าหน้าที่
- ลงมือแก้ไขปัญหาด้านที่ดิน/สิ่งแวดล้อม เช่น รื้อย้ายสิ่งปลูกสร้าง เปลี่ยนแปลงแนวเขต แทนการดำเนินการของกรมที่ดินหรือหน่วยงานสิ่งแวดล้อม
- ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการสาธารณะขนาดย่อยที่ควรเป็นภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้ทรัพยากรส่วนบุคคลหรือผู้สนับสนุน
ข้อสังเกตสั้น ๆ: การที่ ส.ส. ทำงานเหล่านี้บางส่วนเกิดจากความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่และข้อจำกัดของระบบราชการ แต่การเข้าไปทำแทนหน่วยงานรัฐอาจสร้างปัญหาเรื่องความเป็นธรรม ความต่อเนื่องของบริการ และการทับซ้อนอำนาจ ควรส่งเสริมให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำหน้าที่ตามกฎหมายและให้ ส.ส. ทำหน้าที่เชิงนโยบาย สอดส่อง และประสานงานมากกว่าเข้าไปดำเนินการแทน.
สิทธิประโยชน์ ค่าเดินทาง-ค่ารักษาพยาบาล
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่เอกสารรวมสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งระบุกรณีต่าง ๆ ที่ สส.สามารถเบิกเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เรื่องการรับเบี้ยประชุม รวมถึงการได้รับสิทธิประโยชน์อันเป็นสวัสดิการต่าง ๆ
- สิทธิ์เบิกค่าโดยสารหรือรับค่าพาหนะ ในการเดินทางในการมาประชุมและการไปปฏิบัติหน้าที่ อ้างอิงอัตราค่าใช้จ่ายกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ
- เดินทางมาประชุมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการ หรือเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่
- เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ (เครื่องบิน/รถไฟ/รถโดยสาร) สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ออกใบเบิกค่าโดยสารให้ เบิกได้ตามจริง หากเดินทางด้วยรถไฟหรือรถโดยสาร เฉพาะผู้ติดตามอีก 1 คน สามารถเบิกร่วมในชั้นเดียวกันได้
- เดินทางด้วยพาหนะส่วนตัว เบิกแบบเหมาจ่ายตามระยะทางจากอำเภอที่อยู่มายังรัฐสภา (ใช้ระยะทางที่ ส.ส. แจ้งครั้งแรก คำนวณตามเส้นทางสั้นสุดของกรมทางหลวง/กรมทางหลวงชนบท) อัตรา: รถยนต์ 4 บาท/กม., รถจักรยานยนต์ 2 บาท/กม. รวมถึงการเดินทางไป/จากจุดขึ้นขนส่งสาธารณะก็เบิกตามอัตรานี้ได้.
- เดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว ต้องได้รับอนุมัติเป็นหนังสือจากประธานหรือรองประธานรัฐสภาก่อนจึงเบิกค่าใช้จ่ายได้ สิทธิการเดินทางเทียบเคียงพระราชกฤษฎีกาดังนี้:
- ประธานสภาเดินทางชั้นหนึ่ง (เท่าตำแหน่งนายกฯ),
- รองประธานสภาและผู้นำฝ่ายค้านเดินทางชั้นหนึ่ง (เท่ารองนายกฯ),
- ส.ส. หากไฟลท์ ≥9 ชั่วโมงได้ชั้นหนึ่ง หาก <9 ชั่วโมงได้ชั้นธุรกิจ (เท่าข้าราชการระดับบริหารสูง/หัวหน้าส่วนราชการกระทรวง)
- เดินทางมาประชุมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการ หรือเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่
- สิทธิ์ได้รับเงินสวัสดิการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของทางราชการและเอกชน ระหว่างดำรงตำแหน่ง เช่น อุบัติเหตุฉุกเฉิน ตรวจสุขภาพประจำปี สามารถเบิกตามจำนวนที่จ่ายจริงได้ภายใน 1 ปี
- กรณีการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน
- ค่าห้องและค่าอาหาร/วัน (ไม่เกิน 31 วัน/ครั้ง) จำนวนเงินไม่เกิน 4,000 บาท (รวมค่าบริการการพยาบาล)
- ค่าห้อง ไอ.ซี.ยู/ซี.ซี.ยู/วัน (สูงสุด 7 วัน/ครั้ง) จำนวนเงินไม่เกิน 10,000 บาท (ไม่รวมค่าผ่าตัด)
- ค่ารักษาพยาบาลทั่วไป/ครั้ง จำนวนเงินไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่ารถพยาบาล จำนวนเงิน 1,000 บาท
- ค่าแพทย์ผ่าตัด/ครั้ง 120,000 บาท (ให้หมายความรวมถึงค่าใช้จ่าย ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องผ่าตัด เช่น ค่าแพทย์ผ่าตัด ค่าวิสัญญีแพทย์ ค่าใช้อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ในห้องผ่าตัดค่าเครื่องมือดมยา ค่าผ่าตัดด้วยกล้องเป็นต้น)
- ค่าแพทย์เยี่ยมไข้/วัน (ไม่เกิน 31 วัน/ครั้ง) จำนวนเงินไม่เกิน 1,000 บาท
- ค่าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค/ครั้ง จำนวนเงินไม่เกิน 4,000 บาท
- การคลอดบุตร (1) คลอดธรรมชาติ จำนวนเงินไม่เกิน 20,000 บาท (2) คลอดโดยการผ่าตัด จำนวนเงินไม่เกิน 40,000 บาท
- การรักษาทันตกรรม/ปี จำนวนเงินไม่เกิน 5,000 บาท
- กรณีการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก
- ค่ารักษาพยาบาลทั่วไป/ปี จำนวนเงินไม่เกิน 90,000 บาท
- อุบัติเหตุฉุกเฉิน/ครั้ง จำนวนเงินไม่เกิน 20,000 บาท (รวมถึงการรักษาภายใน 15 วัน โดยไม่รวมกับค่าใช้จ่ายทั่วไป)
- การตรวจสุขภาพประจำปี
- จำนวนเงินไม่เกิน 7,000 บาท
- กรณีการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน
- ค่าอาหารสำหรับการประชุมรัฐสภา อ้างอิงจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 งบค่าอาหาร สส.ในวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร 87,880,000 บาท หารด้วยจำนวนการประชุม ตกมื้อละ 861 บาทต่อ สส. 1 คน การเบิกจ่ายค่าอาหารของ สส. ในวันประชุมสภาฯ เป็นไปตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา พ.ศ. 2557 ปัจจุบันเบิกจ่ายในอัตราไม่เกิน 1,000 บาท/คน ซึ่งจำนวนเงิน ดังกล่าวครอบคลุมถึง ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มตลอดทั้งวัน ค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารเย็น ตลอดจนภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าบริการต่างๆ
กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
สส.ไม่ได้มีสิทธิ์รับเงินบำเหน็จ/บำนาญเหมือนข้าราชการทั่วไป แต่ สส.เองก็มีทุนเลี้ยงชีพเหมือนกัน โดยหลังจากพ้นตำแหน่ง 4 ปีแล้ว จะมี “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกองทุนประกันสังคมของพนักงานออฟิศนี่แหละ
“กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” จัดตั้งตาม พ.ร.บ. กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 สังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและช่วยเหลืออดีต ส.ส. และ ส.ว. โดยเฉพาะการจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ ช่วยเหลือรักษาพยาบาล และกรณีทุพพลภาพ โดยมุ่งเน้นการดูแลสวัสดิการหลังพ้นตำแหน่ง
- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)
- สส. ที่พ้นจากตำแหน่งจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพรายเดือนจาก “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ประมาณ 30-60% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย (จากฐานเงินเดือนประมาณ 71,230 บาท) โดยคำนวณตามระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง และจะได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาที่คำนวณเงินเลี้ยงชีพ
- 1–11 เดือน: 30%
- 12–47 เดือน: 30%
- 48–95 เดือน: 35%
- 96–143 เดือน: 40%
- 144–191 เดือน: 45%
- 192–239 เดือน: 50%
- 240–287 เดือน: 55%
- ≥288 เดือน: 60%
- ค่ารักษาพยาบาล ครั้งละไม่เกิน 130,000 บาท/ปี
- สมาชิกวุฒิสภา (สว.) วาระตำแหน่ง 6 ปี อาจได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพรายเดือนเดือนละ 12,000 บาท เป็นเวลา 12 ปี
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ให้เปลี่ยนคำย่อ
– สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัวย่อคือ สส. ( แบบเดิมคือ ส.ส. )
– สมาชิกวุฒิสภา ตัวย่อคือ สว. ( แบบเดิมคือ ส.ว. )
เงินเดือนผู้ช่วย สส.
หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ตามระเบียบสภาฯ ของไทยเรา ได้กำหนดให้ สส. หนึ่งคนสามารถมีผู้ช่วยได้มากสุดถึง 8 คน ในขณะที่ USA ที่เป็นประเทศต้นแบบประชาธิปไตร ยังอนุญาตให้ สส. มีผู้ช่วยสูงสุดแค่ 3 คนเอง
ส่วนชื่อตำแน่งนั้นไม่ได้เป็นข้อบังคับทางกฎหมาย สส. จะใช้ชื่ออะไรก็ได้ แต่ส่วนมากจะตั้งชื่อตำแหน่งตามรูปแบบทั่วไปกัน มาดูกันว่า 8 ตำแหน่งนั้นจะมีเงินเดือนเท่าไหร่ได้บ้าง
- ผู้ชำนาญการ = เงินเดือนคนละ 24,000บาท/คน (มีได้ 1 คน)
- ผู้ชำนาญการ = เงินเดือนคนละ 15,000บาท/คน (มีได้ 2 คน)
- ผู้ช่วยดำเนินงาน = เงินเดือนคนละ 15,000บาท/คน (มีได้ 5 คน)
ตำแน่งที่ผู้ช่วย สส. ควรจะมีหรือควรจะได้รับ เพื่อช่วยเหลือ สส. หนึ่งคนในการทำงานได้สะดวก เพื่อเข้าไปเป็นปากเสียงของประชาชน ผมคิดว่าควรจะมีดังนี้ หากต้องใช้สิทธิ์เต็มทั้ง 8 คนนั้นจริงๆ โดยไม่เอาญาติพี่น้องมานั่งกินเงินภาษีของประชาชนเปล่าๆ ไปวันๆ คิดว่าควรมีดังนี้ครับ
- หัวหน้าผู้ช่วย / เลขาฯ ประจำตัว (Chief of Staff / Secretary). = เงินเดือน 24,000 บาท
- รับผิดชอบการประสานงานภาพรวม จัดการตารางเวลา นัดหมาย และคัดกรองประชุม/งานที่เข้าสู่ ส.ส.
- ประสานงานกับพรรค เพื่อน ส.ส. และหน่วยงานราชการ
- ผู้ช่วยด้านนโยบาย/กฎหมาย (Policy / Legislative Aide) = เงินเดือน 15,000 บาท
- วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติ ร่างญัตติ เตรียมข้อมูลเชิงนโยบายเพื่ออภิปรายและลงมติ
- ช่วยร่างคำถามข้อหารือ กระทู้ถามสด และบทสุนทรพจน์ในสภา
- ผู้ช่วยด้านงานปกครองท้องถิ่นและโครงการพัฒนา (Constituency / Development Officer) = เงินเดือน 15,000 บาท
- ดูแลปัญหาและโครงการในเขตเลือกตั้ง ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และติดตามการใช้จ่ายงบประมาณในพื้นที่
- ผู้ช่วยด้านสื่อสารมวลชนและประชาสัมพันธ์ (Communications / Press Secretary) = เงินเดือน 15,000 บาท
- – จัดเตรียมข่าว แถลงการณ์ จัดการโซเชียลมีเดีย และติดต่อสื่อมวลชน
- ทำสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งเข้าใจผลงาน/นโยบาย
- ผู้ช่วยด้านวิชาการ/วิจัย (Researcher / Policy Analyst) = เงินเดือน 15,000 บาท
- รวบรวมข้อมูล สถิติ รายงานจากหน่วยงานเช่น สภาพัฒน์ กรมสถิติเพื่อประกอบการตัดสินใจและอภิปรายเชิงนโยบาย
- จัดทำสาระสรุป (briefing notes) ให้ ส.ส.
- ผู้ช่วยด้านกฎหมาย/การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Legal / Compliance Aide) = เงินเดือน 15,000 บาท
- ตรวจสอบข้อกฎหมาย ประสานกับทีมกฎหมายของพรรคหรือที่ปรึกษากฎหมาย
- ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีร้องเรียนหรือข้อโต้แย้งทางกฎหมาย
- ผู้ช่วยด้านบริหาร/การเงิน (Administrative / Finance Officer) = เงินเดือน 15,000 บาท
- ดูแลเอกสารบัญชี ภาระผูกพันทางการเงิน ค่าใช้จ่ายของสำนักงาน สวัสดิการผู้ช่วย และงานธุรการทั่วไป
- ผู้ช่วยประสานงานสาธารณสุข/สังคม (Welfare / Community Liaison) = เงินเดือน 15,000 บาท
- ดูแลเรื่องสวัสดิการสังคม กรณีฉุกเฉิน ประสานกับหน่วยบริการสาธารณสุขและหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่
ช่องโหว่ผู้ช่วย สส.
แน่นอนว่า เราไม่มีทางรู้เลยว่า สส. ที่เราเลือกนั้น เขาเอาใครที่ไหนมาเป็นผู้ช่วย สส. ทั้งหมด 8 คนนั้น เพราะไม่มีหน่วยงานหรือเอกสารใดๆ บอกว่าเขาเอาชื่อใครมาช่วยทำงาน นี่จึงเป็นช่องโหว่ในการที่ สส. เอาญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือคนอื่นๆมาสวมสิทธิ์แล้วแปลฐานเงินเดือนนั้นมาเป็นของตนเองหรืออาจมีการขายสิทธิ์ให้กับคนอื่นๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น สาเหตุเพราะ ……
- ขาดมาตรการคัดกรอง/วินัยชัดเจน: ไม่มีระบบตรวจสอบคุณสมบัติหรือข้อห้ามที่เข้มงวด ทำให้ ส.ส./ผู้ช่วยเลือกจ้างคนใกล้ชิดได้ง่าย
- ขัดแย้งผลประโยชน์ (conflict of interest): ญาติอาจถูกใช้เป็นช่องทางรับผลประโยชน์หรือดึงทรัพยากรของสำนักงานไปใช้ส่วนตัว
- การทาบทามโดยอำนาจนิยม: ส.ส. กดดันให้รับคนในครอบครัวโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครภายนอกแข่งขันอย่างเป็นธรรม
- ขาดการแข่งขันสาธารณะ: ไม่มีการเปิดรับสมัครประกาศตำแหน่งหรือสัมภาษณ์เป็นสาธารณะ ทำให้ได้คนไม่ตรงหน้าที่จริง
- การขาดโปรไฟล์/ผลงานเป็นหลักฐาน: ญาติอาจไม่มีทักษะหรือประสบการณ์ที่จำเป็น แต่ได้ตำแหน่งเพราะความสัมพันธ์
- การสกัดกั้นการตรวจสอบงาน: ญาติที่รับตำแหน่งอาจไม่ถูกประเมินผลงานอย่างจริงจัง ทำให้การกำกับดูแลภายในอ่อนแอ
- การใช้ตำแหน่งเป็นเครื่องมือทางการเมือง/การเงิน: ญาติอาจนำตำแหน่งไปเชื่อมโยงกับการเรียกรับผลประโยชน์หรือจัดสรรทรัพยากรให้คนสนิท
- ขาดนโยบายการหมุนเวียน/จำกัดวาระ: ไม่มีข้อจำกัดการทำงานต่อเนื่องหรือการหมุนเวียนตำแหน่ง ทำให้ครอบครัวผูกขาดตำแหน่งยาวนาน
- ข้อจำกัดด้านกฎหมายหรือบทลงโทษอ่อน: หากกฎหมายไม่ชัดเจนหรือบทลงโทษไม่รุนแรง ผู้กระทำก็ไม่เกรงกลัว
- วัฒนธรรมเครือญาติ/ความคาดหวังของประชาชน: บางพื้นที่ถือเป็นเรื่องปกติ ทำให้การรับคนในครอบครัวมีความยอมรับและยากแก้ไข
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เมื่อพูดถึง สส. แล้วก็ต้องพูดถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ / NESDC) ที่ไม่ว่า สส. พรรคไหนก็ต้องไปขอข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์ประกอบการอภิปรายในรัฐสภา โดยใช้ข้อมูลจากสภาพัฒน์ ที่ผ่านตัวชี้วัดต่าง ๆ สถิติ ข้อมูลของประเทศไทยที่ระเอียดระดับบุคคล ครัวเรือน ซึ่ง สส. สามารถใช้ประโยชน์จากหน่วยงานนี้ได้ แล้วเรื่องหรือหัวข้อไหนที่ต้องการก็สามารถมอบหมายให้สภาพัฒน์จัดทำฐานข้อมูลและสถิติเป็นประจำทุกๆปีได้เลย หรือแม้แต่จะแบ่งเป็นทุก 3 เดือน (Quarterly)
หน้าที่หลักของ สภาพัฒน์
- กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับชาติ (เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับต่าง ๆ)
- วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์แก่รัฐบาล
- จัดทำฐานข้อมูลและสถิติด้านการพัฒนา (เช่น ดัชนีตัวชี้วัดต่าง ๆ) และจัดทำรายงาน เช่น รายงานเศรษฐกิจ รายงานการพัฒนาเชิงพื้นที่
- ประสานการวางนโยบายระหว่างหน่วยราชการ และติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนา
- ให้คำปรึกษาเชิงนโยบายแก่คณะรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง
- สนับสนุนการวางแผนนโยบายเชิงพื้นที่และการพัฒนาที่ยั่งยืน
ประโยชน์ของข้อมูลจาก สภาพัฒน์ สำหรับ สส.
- ใช้เป็นข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์เพื่อร่างนโยบายหรือเสนอกฎหมาย ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาระดับชาติ เช่น การลดความยากจน การพัฒนาสาธารณสุข การศึกษา หรือการพัฒนาพื้นที่
- ใช้ประกอบการอภิปรายในสภา (อภิปรายทั่วไปหรือพิจารณางบประมาณ) เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและความจำเป็นของนโยบาย/โครงการ
- ช่วยประเมินผลทางสังคมและเศรษฐกิจของโครงการต่าง ๆ ที่ ส.ส. สนับสนุนหรือคัดค้าน (เช่น ผลกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ของประชาชน)
- ใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอจัดสรรงบประมาณให้กับพื้นที่หรือโครงการในเขตเลือกตั้ง (แสดงตัวชี้วัดความจำเป็น เช่น ดัชนีความยากจน อัตราว่างงาน ฯลฯ)
- ใช้สื่อสารกับประชาชนในเขตเลือกตั้ง อธิบายเหตุผลของนโยบายหรือโครงการด้วยข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ
วิธีนำข้อมูลจาก สภาพัฒน์ไปใช้ (ขั้นตอนปฏิบัติจริง)
- ค้นหาและดาวน์โหลดข้อมูล/รายงานที่เกี่ยวข้อง
- เข้าเว็บไซต์ NESDC (snegg… หรือ search “สำนักงานสภาพัฒน์” เพื่อหาเอกสารล่าสุด)
- หาส่วนรายงานประจำปี รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคม ดัชนีต่าง ๆ และชุดข้อมูล (open data) ถ้ามี
- เลือกข้อมูลที่ตรงกับปัญหา/เป้าหมาย
- ตัวอย่าง: จะขอเงินงบประมาณปรับปรุงโรงพยาบาลในเขต เลือกตัวชี้วัดด้านสาธารณสุข อัตราการเข้าถึงบริการ ผู้ป่วยต่อเตียง ฯลฯ
- วิเคราะห์และสรุปเชิงนโยบาย
- สรุปเป็น Executive Summary (3–5 ข้อสำคัญ) พร้อมแผนภูมิหรือแผนที่เปรียบเทียบระหว่างเขต/จังหวัด เพื่อให้เห็นความจำเป็นชัดเจน
- ระบุแหล่งที่มาของข้อมูล (ชื่อรายงาน ปี หน้า) เพื่อความน่าเชื่อถือ
- นำไปใช้ประกอบการทำงานของ สส.
- ใช้เป็นหลักฐานในการยื่นญัตติ ขอแทรกงบประมาณ หรือตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี
- ใช้ประกอบสุนทรพจน์/อภิปรายในสภา โดยยกตัวเลขสำคัญและเปรียบเทียบเชิงพื้นที่
- นำเสนอให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งเป็น Infographic ง่าย ๆ เพื่อสื่อสารเหตุผลของโครงการ
- ติดตาม/อัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
- ใช้รายงานประจำไตรมาส/รายปีของ สภาพัฒน์ เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าหรือผลกระทบของนโยบายที่สนับสนุน
ตัวอย่างใช้งานจริง (ตัวอย่างสั้น ๆ)
- กรณี: เขต A มีอัตราความยากจนสูงกว่าเกณฑ์ระดับประเทศ 2 เท่า
- ดึงข้อมูลดัชนีความยากจนจากรายงานสภาพัฒน์ -> สรุปภาพรวมและผลกระทบ -> เสนอของบประมาณสำหรับโครงการพัฒนาทักษะอาชีพในเขต -> นำตัวเลขอ้างอิงอภิปรายในสภาและใช้โน้มน้าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- กรณี: ต้องการตรวจสอบประสิทธิภาพงบฯ สาธารณสุข
- ใช้ข้อมูลสภาพัฒน์ร่วมกับข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข เปรียบเทียบตัวชี้วัด เช่น อัตราต่อประชากร เตียง/ประชากร เพื่อชี้ช่องทางการปรับปรุง
คำแนะนำปฏิบัติ (checklist) สำหรับ ส.ส.
- ระบุปัญหา/เป้าหมายให้ชัด (เชิงพื้นที่/เชิงหัวข้อ)
- ค้นหาเอกสารสภาพัฒน์ที่เกี่ยวข้อง (ชื่อรายงานและปี)
- สรุปข้อมูลเป็นภาษาเรียบง่าย พร้อมแผนภูมิ/แผนที่สั้น ๆ
- ระบุข้อเสนอชัดเจน (งบประมาณ วิธีการ ตัวชี้วัดความสำเร็จ)
- แนบหลักฐานข้อมูลและแหล่งที่มาเมื่อยื่นญัตติหรืออภิปราย
- ติดตามข้อมูลเป็นประจำเพื่อตรวจสอบความคืบหน้า
เงินเดือนผู้ช่วย
ประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ และผู้นำฝ่ายค้าน
สำหรับประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ และผู้นำฝ่ายค้าน จะมีสิทธิเสนอแต่งตั้งคณะทำงานทางการเมือง เข้ามาช่วยทำหน้าที่ตามความประสงค์แล้วแต่กรณีประกอบไปด้วย
- ที่ปรึกษา รับเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท
- นักวิชาการ รับเงินเดือน เดือนละ 18,000 บาท
- เลขานุการ รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท
ประธานสภาฯ
มีสิทธิเสนอแต่งตั้งคณะทำงานทางการเมือง 12 คน ประกอบด้วย
- ปรึกษา 5 คน รับเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท/คน
- นักวิชาการ 4 คน รับเงินเดือน เดือนละ 18,000 บาท/คน
- เลขานุการ 3 คน รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท/คน
รองประธานสภาฯ
มีสิทธิเสนอแต่งตั้งคณะทำงานทางการเมือง 10 คน ประกอบด้วย
- ปรึกษา 4 คน รับเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท/คน
- นักวิชาการ 4 คน รับเงินเดือน เดือนละ 18,000 บาท/คน
- เลขานุการ 2 คน รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท/คน
นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีได้ไม่เกิน 40 คน ตามระเบียบสำนักนายกฯ ปี 2564 โดยต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม.
- คณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี: แต่งตั้งได้ไม่เกิน 40 คน
- ข้าราชการการเมือง: อาทิ เลขาธิการนายกฯ, รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง
- คณะรัฐมนตรี: รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีช่วยงานบริหารราชการแผ่นดิน
ผู้นำฝ่ายค้าน
มีคณะทำงานทางการเมืองสิทธิเสนอแต่งตั้ง 10 คน ประกอบด้วย
- ปรึกษา 4 คน รับเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท/คน
- นักวิชาการ 4 คน รับเงินเดือน เดือนละ 18,000 บาท/คน
- เลขานุการ 2 คน รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท/คน
เงินประจำตำแหน่งรัฐมนตรี
ซึ่งตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งหมดของประเทศไทยนั้น มีรายชื่อดังนี้
- นายกรัฐมนตรี (หัวหน้ารัฐบาล) = เงินเดือน 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท รวม 125,590 บาทต่อเดือน
- รองนายกรัฐมนตรี (หลายตำแหน่งตามที่นายกฯ แต่งตั้ง) = เงินเดือน 74,420 บาท เงินประจำตำแหน่ง 45,500 บาท รวม 119,920 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง = เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาทต่อเดือน รวม 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ = เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาทต่อเดือน รวม 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาวิทยาลัย (ถ้ามีการแยก/รวมแล้วแต่รัฐบาล)
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (หรือรวมกับพลังงาน/อว. ตามโครงสร้าง) = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (หรือรวมกับกระทรวงอื่น) = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (หรือแยกเป็นกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา) = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (หรือกระทรวงการพัฒนาสังคม) = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสาร/โทรคมนาคม (ขึ้นกับการจัดกระทรวง) = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (หากจัดตั้งเป็นกระทรวงเฉพาะ) = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาการเมือง/กิจการภายใน (ในบางรัฐบาลอาจมีกระทรวงเฉพาะ) = เงินเดือน 115,740 บาทต่อเดือน



